ในยุคดิจิทัลนี้การมีเว็บไซต์เปรียบเสมือนการมีหน้าร้านบนโลกออนไลน์ แต่จะดีแค่ไหนหากหน้าร้านของคุณโดดเด่น ดึงดูดลูกค้าได้มากกว่าใคร ๆ แต่การจะทำให้เว็บไซต์ของคุณโดดเด่น ท่ามกลางเว็บไซต์นับล้านบนอินเทอร์เน็ต ต้องอาศัยกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด หนึ่งในกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุดคือ SEO หรือ Search Engine Optimization
สำหรับใครที่กำลังจะทำเว็บไซต์หรือเคยทำแล้ว ผมเชื่อว่าคุณต้องเคยได้ยินคำนี้อย่างแน่นอน แล้ว SEO คือ อะไรล่ะ ? การที่คุณจะทำเว็บไซต์ให้ติด Google จะส่งผลให้ธุรกิจของคุณอย่างไรบ้าง ลองมาหาคำตอบได้จากบทความนี้เลย
SEO คืออะไร ? ทำไมคนทำการตลาดออนไลน์ต้องรู้จัก
SEO ย่อมาจาก Search Engine Optimization หมายถึง การปรับแต่งเว็บไซต์ให้สอดคล้องกับหลักการทำงานของ Search Engine อย่าง Google ซึ่งจะรวมไปถึงการออกแบบเว็บไซต์และเนื้อหาข้างในทำให้เว็บไซต์ของคุณ “ติดอันดับต้น ๆ” ในผลการค้นหา (SERP) เปรียบเสมือนการดึงดูดลูกค้าเป้าหมายให้มาเยือนหน้าร้านของคุณโดยไม่ต้องเสียค่าโฆษณา ที่ช่วยดึงดูดผู้เข้าชมเว็บไซต์แบบออร์แกนิค (Organic) เนื่องจากการที่ทำเว็บไซต์ให้ติดอันดับดี ๆ บน Google นั้นก็จะส่งผลดีต่อธุรกิจของคุณเป็นอย่างมาก เพราะลูกค้าสามารถเห็นร้านของคุณได้ก่อนใคร
ดังนั้น คนที่ทำการตลาดออนไลน์จำเป็นต้องรู้จัก SEO เนื่องจากปัจจุบันผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมักค้นหาสินค้าและบริการผ่านทาง Google เป็นช่องทางหลัก หากเว็บไซต์ของคุณไม่ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในผลการค้นหาอันดับต้น ๆ ก็จะทำให้สูญเสียโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าไปเป็นจำนวนมาก
ทั้งนี้ การทำ SEO จะเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย ทั้งการออกแบบเว็บไซต์ให้มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อ Google การสร้างและปรับปรุงเนื้อหาให้มีคุณภาพและตรงกับความต้องการของผู้ใช้งาน รวมถึงการสร้างกลยุทธ์การตลาดออนไลน์อื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น การลงลิงก์เชื่อมโยง (Internal & External Links) การใช้โฆษณา เป็นต้น หากธุรกิจออนไลน์ของคุณสามารถจัดการ SEO ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะทำให้มียอดผู้เข้าชมเว็บไซต์เพิ่มมากขึ้น มีโอกาสได้ลูกค้ารายใหม่เพิ่มขึ้น และสร้างรายได้ให้กับธุรกิจของคุณได้มากขึ้นตามไปด้วย
1. Keyword แบบไหนที่คุณควรจะเลือกใช้
สิ่งที่สำคัญเป็นอันดับแรกในการที่จะทำ SEO นั้นก็คือการเลือกหา Keyword ที่จะมาใช้ในเว็บไซต์ของคุณ หากคุณเริ่มการทำ SEO Keyword Tools ด้วย Keyword ที่ไม่ตรงกับเป้าหมายที่วางไว้ ไม่ตอบโจทย์การค้นหาของคนที่เสิร์ช ก็เป็นเรื่องที่ยาก ที่เว็บไซต์ของคุณจะมีคนเข้ามาชม
2. Keyword ต้องเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ หรือธุรกิจที่คุณจะทำ
คุณอาจจะใช้ประเภทของสินค้า หรือบริการที่ลูกค้านั้นชื่นชอบมาทำเป็น SEO Keyword Tools ตัวอย่างเช่น เสื้อยืด นอกจากจะใช้คำกว้าง ๆ แล้ว คุณอาจจะใช้ Keyword ที่เฉพาะเจาะจงเข้าไปอีก เช่น เสื้อยืดแขนยาว เสื้อยืดคอกลม หรือ เสื้อยืดราคาถูก เป็นต้น การใช้ Keyword เจาะจงอาจจะช่วยเปลี่ยนจากผู้ชมเว็บไซต์มาเป็นลูกค้าของคุณได้
3. Keyword ที่ดี ต้องมีคนใช้ค้นหาจริง
Keyword ที่ดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำถูกหรือผิด แต่ขึ้นอยู่กับคำที่คนส่วนใหญ่ใช้ค้นหากัน
อย่างเช่น Keyword คำว่า “ปลากระพง” เหตุผลที่ไม่ใช้คำว่า “ปลากะพง” (คำเขียนที่ถูกต้อง) เพราะว่าคำที่คนส่วนมากใช้คนหานั้นไม่ใช่ “ปลากะพง” แต่เป็น “ปลากระพง” นั่นเอง
4. มีปริมาณการค้น Keyword เยอะ มีความน่าเชื่อถือ
Keyword ที่ดีไม่ใช่แค่มีคนส่วนใหญ่ค้นหา แต่ต้องดูที่ปริมาณการค้นหาด้วย ซึ่งจะมีปัจจัยอื่น ๆ หลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยขึ้นอยู่กับธุรกิจ และความเฉพาะเจาะจงของลูกค้า เรากลับมาที่ Keyword ปลากระพง อีกครั้ง หลายคนคงสงสัยว่าผมรู้ได้อย่างไรว่าคำนี้มีคนเสิร์ชมากกว่า ปลากะพง
- เช็คด้วยเครื่องมือ Keyword Planner จาก Google Ads
- เช็คด้วยเครื่องมือฟรีจาก Google ที่ใช้แสนง่าย อย่าง Google Trend
- เช็คด้วยเครื่องมือ SEO ที่มีการคิดค่าบริการ สามารถหาได้มากมาย เครื่องมือที่มีค่าบริการก็จะส่งผมให้การหาข้อมูลมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นไปอีกด้วย
5. Keyword High Commercial Intent
Keyword High Commercial Intent ถือว่าเป็น Keyword ที่จะช่วยทำเงินให้กับธุรกิจของคุณได้เป็นอย่างมากเลยทีเดียว เพราะเป็นคำที่คนนั้นเสิร์ชใส่ความต้องการของตัวเองลงบนช่องค้นหา อย่างเช่น
- บ้านพักเขาใหญ่ ราคาไม่แพง
- กระเป๋า Nike รุ่นลิมิเต็ด
- ของกินใกล้ฉัน
- จองที่พักบนเกาะล้าน
เมื่อคุณได้ Keyword ที่เหมาะกับเว็บไซต์ของคุณแล้ว ทีนี้ลองมาดูว่า ควรปรับแต่งเว็บไซต์ของคุณยังไงให้ถูกต้องตามหลักของ SEO Specialists
การทำ SEO มีกี่ประเภท อะไรบ้าง ?
หลายคนอาจสงสัยว่า SEO มีกี่ประเภท แต่ละประเภททำหน้าที่อะไร และสำคัญอย่างไร ? วันนี้เราขออาสาพาทุกท่านไปไขความลับ 3 กลยุทธ์เด็ดที่ครอบคลุมทุกแง่มุมของ SEO เพื่อครองอันดับบนหน้าแรกของผลการค้นหา และนำพาธุรกิจไปสู่ความสำเร็จไปด้วยกัน !
1. On-Page SEO
เปรียบเสมือนการตกแต่งบ้านให้สวยงามดึงดูดแขกผู้มาเยือน ดังนั้น On-Page SEO จะมุ่งเน้นไปที่การปรับแต่งองค์ประกอบภายในเว็บไซต์ของคุณให้ตรงตามหลักเกณฑ์ของ Search Engine
- เนื้อหา : เขียนเนื้อหาที่ มีคุณค่า น่าสนใจ และตรงประเด็น ใส่อะไรที่ผู้ใช้ค้นหา
- โครงสร้าง : จัดระเบียบเว็บไซต์ให้ ใช้งานง่าย ค้นหาง่าย
- เทคนิค : ใส่ Meta Description, Title Tag, Header Tags ให้ถูกต้อง
- รูปภาพ : ออปติไมซ์รูปภาพ ใส่ Alt Text
- ความเร็ว : เว็บไซต์ต้องโหลดเร็ว
2. Off-Page SEO
เปรียบเสมือนการสร้างมิตรภาพกับเพื่อนบ้าน ยิ่งมีคนรู้จัก ยิ่งมีคนมาเยือน ดังนั้น Off-Page SEO จะมุ่งเน้นไปที่การสร้าง Backlinks หรือ ลิงก์จากเว็บไซต์อื่น ๆ มายังเว็บไซต์ของคุณ เปรียบเสมือนการบอกต่อว่า เว็บไซต์ของคุณมีคุณภาพ
- สร้างเนื้อหาที่มีคุณภาพ : ผู้คนจะอยาก แชร์ และ อ้างอิง เว็บไซต์ของคุณ
- สร้าง Guest Post : เขียนบทความลงในเว็บไซต์อื่น
- เข้าร่วมชุมชน : แลกเปลี่ยนความรู้กับผู้อื่นใน ฟอรัม หรือ โซเชียลมีเดีย
- สร้างสื่อประชาสัมพันธ์ : กระจายข่าวสารเกี่ยวกับเว็บไซต์ของคุณ
3. Technical SEO
เปรียบเสมือนการสร้างรากฐานบ้านให้แข็งแรง ดังนั้น Technical SEO จะมุ่งเน้นไปที่การปรับแต่งโครงสร้างทางเทคนิคของเว็บไซต์ให้ Search Engine เข้าใจและรวบรวมข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ความเร็ว : เว็บไซต์ต้องโหลดเร็ว
- โครงสร้าง : เว็บไซต์ต้องมีโครงสร้างที่ชัดเจน
- Mobile-Friendly : เว็บไซต์ต้อง รองรับการใช้งานบนมือถือ
- ความปลอดภัย : เว็บไซต์ต้อง มีความปลอดภัย
การทำ SEO เปรียบเสมือนการผจญภัยที่ต้องอาศัยกลยุทธ์ที่ครอบคลุมทั้ง On-Page SEO, Off-Page SEO และ Technical SEO การผสมผสานกลยุทธ์ทั้ง 3 นี้เข้าด้วยกัน เปรียบเสมือนการสร้างเข็มทิศนำทางให้เว็บไซต์ของคุณปรากฏต่อสายตาผู้คนบนหน้าแรกของผลการค้นหา ดึงดูดลูกค้าเป้าหมาย สร้างการเติบโต และนำพาธุรกิจของคุณไปสู่ความสำเร็จ
VST ECS เผยเทคโนโลยีใหม่ 40 แบรนด์ชั้นนำในงาน The Show Day ในกรุงเทพฯ 2024